การสังคายนาพระไตรปิฎก ครั้งที่ ๑

By on July 22, 2012
สังคายนาครั้งที่ื 1

ก่อนที่เราจะไปดูรายละเอียดการสังคายนาครั้งที่ ๑ กัน เรามาดูความหมายและจุดประสงค์การสังคายนากันก่อนนิดนึงนะคะ

สังคายนา คืออะไร ?

พระสวดสังคายนาความหมายของคำว่า “สังคายนา” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ให้คำนิยามไว้ว่าเป็นคำนาม มีหมายความว่า การซักซ้อม, การสวดพร้อมกันหรือเป็นแบบเดียวกัน, การประชุมชำระพระไตรปิฏกให้เป็นแบบเดียวกัน

คำว่าสังคายนามาจากคำว่า คายนา หรือ คีติ แปลว่า การสวด สํ แปลว่า พร้อมกัน คำนี้มีมูลเหตุมาจากวิธีการสังคายนาพระธรรมวินัย ที่เรียกว่าวิธีการร้อยกรองหรือรวบรวมพระธรรมวินัย หรือประมวลคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า มีวิธีการคือ นำเอาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงจำไว้ มาแสดงในที่ประชุมสงฆ์ จากนั้นให้มีการซักถามกัน จนกระทั่งที่ประชุมลงมติว่าเป็นอย่างนั้นแน่นอน เมื่อได้มติร่วมกันแล้วในเรื่องใด ก็ให้สวดขึ้นพร้อมกัน การสวดพร้อมกันแสดงถึงการลงมติร่วมกันเป็นเอกฉันท์ และเป็นการทรงจำกันไว้เป็นแบบแผนต่อไป

ปัจจุบันการสังคายนาได้มีการจารึกตีพิมพ์ แทนการสวดพร้อมกันแล้ว แต่ก็ยังใช้คำว่าสังคายนาอยู่ การสังคายนาก็เท่ากับการจัดระเบียบ การปัดกวาดให้สะอาด ทำขึ้นครั้งหนึ่งก็มีประโยชน์ครั้งหนึ่ง เหมือนการทำความสะอาด การจัดระเบียบที่อยู่อาศัยนั่นเอง

จุดประสงค์ของการสังคายนา

พระธรรมวินัยป็นศาสดาจุดประสงค์สำคัญที่สุดของการสังคายนา คือการรวบรวมพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า เพื่อธำรงรักษาพระธรรมวินัยเอาไว้ไม่ให้สูญหายหรือวิปลาสคลาดเคลื่อนไป เพราะพระธรรมวินัยนั้นคือหลักของพระพุทธศาสนา หากปราศจากคำสอนแล้วพระพุทธศาสนาก็ดำรงอยู่ไม่ได้ ดังพุทธวจนะในคราวจะเสด็จดับขันธปรินิพพานว่า “โย โว อานนฺท มยา ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถา” แปลว่า “ดูกรอานนท์ ธรรมแลวินัยใด ที่เราได้แสดงแล้ว และบัญญัติแล้ว แก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย ในเมื่อเราล่วงลับไป

การดำรงไว้ซึ่งพระธรรมและวินัย เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้พระพุทธศาสนาดำรงอยู่ได้อย่างยาวนานจนถึงทุกวันนี้

มูลเหตุของการสังคายนา

มูลเหตุของการสังคายนานั้น แบ่งออกได้เป็น ๒ ช่วง ก่อนจะเกิดการสังคายนาครั้งที่ ๑ ขึ้น ขอแบ่งตามช่วงเวลาดังนี้

ช่วงก่อนพุทธปรินิพพาน

พระจุนทะและพระสารีบุตรเริ่เป็นห่วงถึงความตั้งมั่นของพุทธศาสนา

พระจุนทะ พระสารีบุตรเข้าเฝ้าเมื่อครั้งพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ พระสารีบุตร ได้คำนึงว่าเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว หากไม่มีการรวบรวมประมวลคำสอนของพระองค์ไว้ พระพุทธศาสนาก็จะสูญสิ้น ดังนั้น แม้พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ก็ได้การริเริ่ม เป็นการนำทางไว้ให้เป็นตัวอย่างแก่คนรุ่นหลังว่า ให้มีการรวบรวมคำสอนของพระองค์ เรียกว่าสังคายนา

ขณะนั้นล่วงปลายพุทธกาลแล้ว นิครนถนาฏบุตรผู้เป็นศาสดาของศาสนาเชนได้สิ้นชีวิตลง สาวกของท่านไม่ได้รวบรวมคำสอนไว้เป็นหมวดหมู่ และไม่ได้ตกลงกันไว้ให้ชัดเจน ปรากฏว่าเมื่อศาสดาของศาสนาเชนสิ้นชีวิตไปแล้ว เหล่าสาวกก็แตกแยกทะเลาะวิวาทกันว่า ศาสดาของตนสอนว่าอย่างไร ครั้งนั้น พระจุนทเถระ (น้องชายพระสารีบุตร) ได้นำข่าวนี้มากราบทูลแด่พระพุทธเจ้า และพระองค์ได้ตรัสแนะนำให้พระสงฆ์ทั้งปวง ร่วมกันสังคายนาธรรมทั้งหลายไว้เพื่อให้พระศาสนาดำรงอยู่ยั่งยืนเพื่อประโยชน์สุขแก่พหูชน  เวลานั้น พระสารีบุตรอัครสาวกยังมีชีวิตอยู่ คราวหนึ่งท่านปรารภเรื่องนี้แล้วกล่าวว่า ปัญหาของศาสนาเชนเกิดขึ้นเพราะว่าไม่ได้รวบรวมร้อยกรองคำสอนไว้

พระสารีบุตรจัดทำสังคีติ (ต้นแบบการสังคายนา)

สังคีติ พระสารีบุตร ทำสังคีติเมื่อปรารภเช่นนี้แล้วพระสารีบุตรก็ได้แสดงวิธีการสังคายนาไว้เป็นตัวอย่าง โดยท่านได้รวบรวมคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เป็นข้อธรรมต่าง ๆ มาแสดงตามลำดับหมวด ตั้งแต่หมวดหนึ่ง ไปจนถึงหมวดสิบ คือเป็นธรรมหมวด ๑ ธรรมหมวด ๒ ธรรมหมวด ๓ ไปจนถึงธรรมหมวด ๑๐ เมื่อพระสารีบุตรแสดงจบแล้ว พระพุทธเจ้าก็ได้ประทานสาธุการ

หลักธรรมที่พระสารีบุตรได้แสดงไว้นี้ จัดเป็นพระสูตรหนึ่งเรียกว่าสังคีติสูตร (พระสูตรว่าด้วยการสังคายนา หรือสังคีติ) เป็นตัวอย่างที่พระอัครสาวกคือพระสารีบุตรได้กระทำไว้ แต่ท่านพระสารีบุตรเองได้ปรินิพพานไปก่อนพระพุทธเจ้า ดังนั้นเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วภาระจึงตกอยู่กับพระมหากัสสปเถระ ซึ่งตอนที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานนั้น เป็นพระสาวกผู้มีอายุพรรษามากที่สุด ซึ่งต่อมา ท่านพระมหากัสสปเถระ ได้เป็นประธานดำเนินการสังคายนาครั้งที่ ๑

ช่วงหลังพุทธปรินิพพาน

พระสุภัททะกล่าวจาบจ้วงพุทธศาสนา

พระพุทธเจ้าปรินิพพานพระมหากัสสปเถระได้ทราบข่าวปรินิพพานของพระพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ปรินิพพานแล้วได้ ๗ วัน ขณะที่ท่านกำลังเดินทางอยู่ ณ เมืองปาวาพร้อมด้วยหมู่ศิษย์จำนวนมาก เมื่อได้ทราบข่าวนั้น เหล่าศิษย์ของพระมหากัสสปะซึ่งยังเป็นปุถุชนอยู่ ได้ร้องไห้คร่ำครวญกัน ณ ที่นั้น จึงมีพระภิกษุบวชเมื่อแก่องค์หนึ่ง ชื่อว่าสุภัททะ ได้กล่าวขึ้นว่า “หยุดเถิด หยุดเถิด ท่านอย่าร่ำไรไปเลย พระสมณะ นั้นพ้น (ปรินิพพาน) แล้ว เราจะทำอะไรก็ได้ตามพอใจ ไม่ต้อง เกรงบัญชาใคร” พระมหากัสสปะได้ฟังเช่นนั้น คิดจะทำนิคคหกรรม (ทำโทษ) แต่เห็นว่ายังมิควรก่อน และดำริขึ้นว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานเพียง ๗ วัน ก็มีผู้คิดที่จะทำให้เกิดความแปรปรวน หรือประพฤติปฏิบัติให้วิปริตไปจากพระธรรมวินัยเช่นนี้ จึงควรจะทำการสังคายนาและจะชักชวนพระเถระผู้เป็นพระอรหันต์ทั้งหลาย ซึ่งล้วนทันเห็นพระพุทธเจ้า ได้ฟังคำสอนของพระองค์มาโดยตรง เป็นผู้รู้คำสอนของพระพุทธเจ้า และได้อยู่ในหมู่สาวกที่เคยสนทนาตรวจสอบกันอยู่เสมอ รู้ว่าสิ่งใดที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้มาประชุมกัน เพื่อช่วยกันแสดง ถ่ายทอด รวบรวม ประมวลคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แล้วตกลงวางมติไว้ จากนั้นท่านจึงเดินทางไปยังเมืองกุสินาราเพื่อเป็นประธานในการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ

การสังคายนาครั้งที่ ๑

 

ผู้ริเริ่ม: พระมหากัสสปเถระ
มูลเหตุ: ๑. พระสุภัททะ (ผู้บวชเมื่อแก่) กล่าวจาบจ้วงพระวินัย๒. พระพุทธองค์ทรงตรัสก่อนปรินิพพานว่า พระธรรมและวินัยจักเป็นศาสดาแทนพระองค์๓. พระมหากัสสปเถระระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า
สถานที่จัดการสังคายนา: ถ้ำสัตบรรณคูหา เขาเวภารบรรพต เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ
สาเหตุที่เลือกเมืองราชคฤห์: เป็นเมืองใหญ่ ชัยภูมิเหมาะสม, การคมนาคม และปัจจัยสี่สะดวก, พระเจ้าอชาตศัตรูสนับสนุน, เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนา
ประธานฝ่ายสงฆ์: พระมหากัสสปเถระ
องค์วิสัชนาพระธรรม: พระอานนท์
องค์วิสัชนาพระวินัย: พระอุบาลี
องค์อุปถัมภ์: พระเจ้าอชาตศัตรู
ระยะเวลาการดำเนินการ: ๗ เดือน
พระอรหันต์ร่วมการสังคายนา:
๕๐๐ รูป (รวมพระอานนท์)
การคัดเลือกพระอรหันต์: ๑. เลือกพระอานนท์ตั้งแต่ยังไม่เป็นพระอรหันต์เพราะ ท่านเป็นเหมือนคลังพระสัทธรรม และไม่ลำเอียงด้วยอคติ ๔ ประการ๒. เลือกพระอานนท์แล้ว ประกาศญัตติทุติยกรรมวาจาให้คณะสงฆ์ยอมรับมติ ๓ ประการ

๒.๑) ยอมรับพระเถระ ๕๐๐ รูป เป็นพระสังคีติกาจารย์

๒.๒) ใช้ถ้ำสัตตบรรพคูหา ข้างเขาเวภารบรรพต กรุงราชคฤห์ เป็นที่ทำสังคายนา

๒.๓) ห้ามพระองค์อื่นๆเข้าจำพรรษาในกรุงราชคฤห์

คณะสงฆ์ปรับอาบัติพระอานนท์: ๑. ไม่ทูลถามเรื่องสิกขาบทเล็กน้อยที่พระพุทธเจ้าทรงกล่าวว่าให้เพิกถอนได้
๒. ใช้เท้าเหยียบจีวรพระพุทธเจ้าตอนเย็บ
๓. ปล่อยให้สตรีเข้าถวายอภิวาทสรีระพระพุทธเจ้าก่อน ทำให้น้ำตาเปื้อนสรีระพระพุทธเจ้า
๔. ขวนขวายให้สตรีบวชในพุทธศาสนา
๕. ไม่อารธนาให้พระพุทธเจ้าอยู่ต่อ
พระอานนท์น้อมรับอาบัติและให้เหตุผล: ๑. มิได้ทูลถามเรื่องสิกขาบทเล็กน้อยเพราะกำลังเศร้าใจที่พระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขาร
๒. มิได้มีเจตนาลบหลู่ แต่เนื่องจากไม่มีผู้ช่วยจับจีวรตอนเย็บ ทำให้ต้องใช้เท้าเหยียบปลายจีวรไว้
๓. เห็นว่ามิควรให้สตรีอยู่ในยามวิกาล จึงปล่อยให้เข้าถวายอภิวาทสรีระพระพุทธเจ้า
๔. เนื่องจากเห็นว่า พระนางมหาปชาบดีเป็นผู้ทรงดูแลพระพุทธเจ้ามาแต่เยาว์วัย จึงขวนขวายให้ได้บวช
๕. ขณะนั้นถูกมารดลใจ จึงมิได้อาราธนาให้พระพุทธเจ้าอยู่ต่อ
การลงทัณฑ์พระฉันนะ: พระพุทธเจ้าทรงรับสั่งให้คณะสงฑ์ลงพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะ คือการไม่ว่ากล่าว ไม่พูดตักเตือน เพื่อให้สำนึกและละทิฏฐิความถือตัว พระฉันนะสำนึกและเร่งความเพียรจนบรรลุอรหัตผล พรหมทัณฑ์ถือเป็นโมฆะไปในที่สุด
ท่าทีต่อประเด็นการถอนสิกขาบทเล็กน้อย:  เมื่อตกลงกันไม่ได้เรื่องว่าสิกขาบทใดเป็นสิกขาบทเล็กน้อย พระมหากัสสปะจึงสรุปว่า “สงฆ์ไม่พึงบัญญัติสิกขาบทที่ไม่ได้ทรงบัญญัติ ไม่พึงตัดทอนสิกขาบทที่ทรงบัญญัติแล้ว พึงสมาทานประพฤติในสิกขาบทตามที่ทรงบัญญัติไว้นี้เป็นบัญญัติ” เป็นที่มาของคำว่า เถรวาท หรือ สถิรวาท หรือ วินัยวาที เพราะถือตามมติของพระเถรานุเถระอันมีพระมหากัสสปะเป็นประมุข
จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง: พระปุราณะพร้อมบริวาร ๕๐๐ รูปมาถึงหลังการสังคายนาเสร็จสิ้น กล่าวอนุโมทนา แต่กล่าวว่าตัวท่านจะถือตามที่ได้ฟังได้รับมาต่อพระพักตร์ ไม่ยอมรับในสิกขาบทเรื่องวัตถุ ๘ เป็นเหตุให้แยกไปเป็นกลุ่ม มหาสังฆิกะ (เป็นนิกายมหายานในเวลาต่อมา)
ผลที่ได้จากการสังคายนาครั้งที่ ๑: ๑. ได้ร้อยกรองธรรมและวินัยเข้าเป็นหมวดหมู่๒. การปฏิบัติของพระอานนท์และพระฉันนะ เป็นตัวอย่างที่ดีของหลักประชาธิปไตย และธรรมาธิปไตย๓. ทำให้คำสอนของพระพุทธเจ้าดำรงมาได้ถึงทุกวันนี้๔. แสดงถึงความสามัคคีของพระภิกษุสงฆ์ที่ร่วมกันทำสังคายนา๕. เป็นการยอมรับมิตของพระมหากัสสปะ ให้คงเถรวาทไว้

วัตถุ ๘นี้ พระพุทธเจ้าทรงประทานอนุญาติ เมื่อคราวทุพภิกขภัยที่เมืองเวสาลี และเมืองราชคฤห์ แต่เมื่อทุพภิกขภัยหายไป พระพุทธเจ้าก็ทรงห้ามมิให้กระทำอีก วัตถุ ๘ ประการนี้คือ เก็บอาหารไว้ในที่อยู่ตน, หุงอาหารในที่อยู่ตน, ลงมือหุงอาหารเอง, หยิบของฉันที่ยังมิได้ประเคน, นำอาหารมาจากที่นิมนต์, ฉันก่อนเวลาภัตตาหารในกรณีที่รับนิมนต์ที่อื่นไว้, เก็บของที่ตกในป่าที่ไม่มีเจ้าของ, เก็บของที่เกิดและอยู่ในสระ.

สังคายนาครั้งที่ื 1เหตุใดจึงต้องจัดพระวินัยปิฎกไว้เป็นหมวดแรก?

พระวินัยได้รับการ ชำระ หรือเรียบเรียงเป็นหมวดแรก นับตั้งแต่การสังคายนาครั้งที่ ๑ เป็นต้นมา เนื่องจากพระวินัยถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญในการดำรงและสืบทอดพระพุทธศาสนา หรือที่เรียกกันว่า พระวินัยเป็นอายุ หรือพระวินัยเป็นรากแก้วของพระพุทธศาสนานั่นเอง โดยมีที่มาอ้างอิงจากคัมภีร์ปฐมสมันตปาสาทิกาแปล (อรรถกถาพระวินัยปิฎก) ภาค ๑ ดังนี้

(ในการสังคายนาครั้งที่ ๑ หลังจากพระอานนท์เข้าในที่ประชุมสงฆ์)

“เมื่อพระอานนท์นั้นนั่งแล้วอย่างนั้น พระมหากัสสปเถรจึงปรึกษาภิกษุทั้งหลายว่า “ผู้มีอายุทั้งหลาย ! พวกเราจะสังคายนาอะไรก่อน พระธรรมหรือพระวินัย” ภิกษุทั้งหลายเรียนว่า “ข้าแต่ท่านพระมหากัสสป! ชื่อว่าพระวินัยเป็นอายุของพระพุทธศาสนา เมื่อพระวินัยยังตั้งอยู่พระพุทธศาสนาจัดว่ายังดารงอยู่; เพราะฉะนั้นพวกเราจะสังคายนาพระวินัยก่อน”

ทั้งหมดนี้เป็นรายละเอียดและที่มาของการสังคายนาพระธรรมและพระวินัยครั้งแรกนะคะ สังเกตุดูว่าในครั้งนี้ยังไม่มีการพูดถึงคำว่า พระไตรปิฎก เลยนะคะ มีเหตุผลอย่างไร และคำว่า พระไตรปิฎก เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ติดตามดูได้ในบทความต่อๆไปนะคะ :)

หนังสืออ้างอิง

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙.

มหามกุฏราชวิทยาลัย. ปฐมสมันตปาสาทิกา แปล ภาค ๑. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕.

คณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. ประวัติพระพุทธศาสนา. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๐.

คณาจารย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกศึกษา. กรุงเทพมหานคร : ไทยรายวันการพิมพ์, ๒๕๕๓.

สุชีพ ปุญญานุภาพ. พระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน. พิมพ์ครั้งที่ ๑๗. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๕๐.

ดร. เทพประวิณ จันทร์แรง. พระพุทธศาสนาเถรวาท. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่, ๒๕๕๑.

About อัญชลี